ข่าว (News)

ถนนข้าวสารโอดคนน้อยรอขายแอลกอฮอล์ 1 ธค.

บรรยากาศถนนข้าวสาร หลังปรับเวลาเคอร์ฟิวเป็น 5ทุ่ม-ตี3 รอขายแอลกอฮอล์ ได้ 1 ธ.ค. วันนี้ร้านยังเปิดน้อย
บรรยากาศถนนข้าวสาร หลังศบค.ลดเวลาเคอร์ฟิวในพื้นที่สีแดงเข้มเป็น 23.00- 03.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมลดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดหรือสีแดงเข้ม จาก 29 จังหวัด เป็น 23 จังหวัด รับการเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ และยังมีกำหนดให้ ในวันที่ 1 ธันวาคม สามารถจำหน่ายดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในร้านอาหารได้ แต่ทั้งนี้ ศบค. ยังไม่มีรายละเอียดของการอนุญาตให้เปิดบริการรวมถึง มาตรการที่ต้องปฏิบัติโดย ต้องรอ ศบค. พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 31 ตุลาคม

 

 

ที่ถนนข้าวสารสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ เวลานี้ ร้านค้าต่างๆยังคงเปิดให้บริการไม่เต็มที่และจากการพูดคุยกับนายฐานุพงศ์ แป้นสดใสเจริญกิจ เจ้าของร้าน ROCCO ถนนข้าวสาร ทราบว่าผู้ประกอบการมีความหวังหลังจากรัฐบาลประกาศที่จะเปิดให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไปโดยผู้ประกอบการเอง การเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเปิดให้บริการ โดยถนนข้าวสารนั้นหากไม่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การจะเปิดร้านและมีผู้มาใช้บริการนั้นค่อนข้างยาก อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการมีความหวังหลังจากมีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวแล้วการประกอบธุรกิจจะดีขึ้น

ในขณะที่ร้านเจ๊เล็กผัดไทย ถนนข้าวสาร หนึ่งใน Street Food ขึ้นชื่อของถนนข้าวสาร จากการพูดคุยพบว่าหลังจากเกิดสถานการณ์โควิด-19 และไม่มีนักท่องเที่ยวทำให้การขายอาหารในแต่ละวันทำได้น้อยมาก ซึ่งในวันนี้ตั้งแต่เปิดร้าน 12.00 น. ขายผัดไทยได้จานแรกตอน 18.00 น. และในแต่ละวัน หากฝนตกจะมีเวลาถ่ายน้อยลงทำให้รายได้แต่ละวันแทบไม่พอกับการลงทุนในการซื้อสินค้ามาจำหน่าย

อย่างไรก็ตามหากมีการขยายเวลาเคอร์ฟิวออกไป ทำให้มีเวลาในการขายสินค้าได้นานขึ้นและเมื่อมีการเปิดให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วจะทำให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นได้ โดยหวังว่ารัฐบาลจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งอีก เพราะการอนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นความหวังของผู้ประกอบการถนนข้าวสารเวลานี้

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

Back to top button